ผู้เขียน หัวข้อ: พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว ในงานพระราชพิธีเฉลิมพระชนมพรรษา 5 ธันวาคม 2547  (อ่าน 1847 ครั้ง)

Admin

  • Administrator
  • Newbie
  • *****
  • กระทู้: 18
อ้างถึง
พระราชดำรัสพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
พระราชทานแก่คณะบุคคลต่าง ๆ ที่เข้าเฝ้าฯ ถวายชัยมงคล ในโอกาสวันเฉลิมพระชนมพรรษา
ณ ศาลาดุสิดาลัย สวนจิตรลดา พระราชวังดุสิตฯ วันอังคารที่ 4 ธันวาคม พ.ศ. 2547
(ฉบับไม่เป็นทางการ)

     ขอขอบใจท่านทั้งหลายที่มาในวันนี้ และขอบใจนายกฯ ที่ได้กล่าวคำอวยพร ทั้งได้สรุปการกระทำในระยะ 50 กว่าปี ซึ่งขอขอบใจที่ไม่ต้องเล่าให้ท่านฟังมาทำอะไร ว่าท่านได้สรุปอย่างดี

     อีกอย่างที่ท่านไม่ได้พูด ที่ฟังวงดนตรีดุริยางค์กองทัพเรือได้บรรเลงสรรเสริญพระบารมี ท่านไม่ได้พูดถึง ความจริงดนตรีของกองทัพเรือ ได้ฟันฝ่าอุปสรรคมามาก จำได้ว่าเมื่อ 50 ปี 40 กว่าปี ได้มีการแสดงดนตรีทุกวันพุธ ที่พระที่นั่งอัมพร และมีพวกดนตรีต่าง ๆ ได้เล่น

     ลองไปฟังทนไม่ไหว เพราะมีอะไรที่ขัดหูอยู่เรื่อย ก็เลยลุกไปบอกกับผู้ที่อำนวยเพลง ว่าได้เทียบเสียงหรือเปล่า ท่านผู้อำนวยเพลงบอกว่า เทียบเสียงแล้ว จึงขอให้เทียบอีก เขาก็เทียบได้ เทียบได้ดี ฟังไม่ขัดหู พอให้เล่นอีก เล่นไปเล่นมา เอะ ขัดหูอีก ก็เลยลุกไปเดินในวง ให้เขาเล่นไป เล่นไป ไปเจอซอยักษ์นั่น มันเพี้ยน แล้วไม่ทราบทำไมเพี้ยนได้

     เลยคิดว่า มันเพี้ยนเพราะเล่นบันไดเสียงไทย มิได้เล่นบันไดเสียงสากล ก็เลยพยายามให้เขาเทียบเสียงให้ดีที่สุด ก็ดีขึ้น เพราะว่าการเทียบเสียงนั้นมันยาก ยากที่ต้องเทียบหูด้วย ต้องเทียบหูแบบไทย เพราะผู้ที่เล่นดนตรีในวงของทุก ๆ วงในเวลานั้น มีเวลาว่างก็ต้องไปเล่น โดยมากเป็นวงเล็ก ๆ เขาเล่นรำวง

     ซึ่งรำวง ฆ้องวง ต้องเทียบเสียงแบบบันไดเสียงไทย เขาก็เคยชิน พอมาเล่นเพลงสากลด้วยบันไดเสียงไทยเลยขัดหู ถ้าเล่นด้วยบันไดเสียงไทยล้วนก็ยังไม่เป็นไร แต่บางคนก็เล่นบันไดเสียงสากล บางคนก็แบบไทย อันนี้เลยบอกว่า พยายามเวลามาเล่นเพลงสากลขอให้ลืมรำวง เขาก็ทำได้ดีขึ้นทุกที เล่นรำวง และก็ไปเล่นเพลงสากล ก็ลดลงไป

     มาทีหลังในวงที่เราเล่น พวกเพื่อน ๆ เล่น เขาก็เล่นรำวงเหมือนกัน ก็เลยบอกว่า ถ้าเล่นรำวง ขอให้เล่นรำวงที่ถูกต้อง ที่เป็นบันไดเสียงไทย ไม่สำเร็จ เขาเล่นรำวง ด้วยบันไดเสียงสากล แล้วว่ารำวงก็เพี้ยนผิด มาถึงเมื่อเดือนที่แล้ว มีนักดนตรีมาจากอเมริกา เป็นดนตรีที่เขาเรียกว่า แบบนูโอลิน เป็นต้นกำเนิดของเพลงแจ๊สเข้ามา และเล่นกับเรา

     เล่นไป เราก็ต้องเล่นสำเนียงรำวงหน่อย เราถามเขารู้ไหมว่าเล่นรำวง เขาบอกเขารู้เขาบอกว่าหูเขาดี เขารู้ว่าเป็นเพลงรำวง เขาไม่รู้จักรำวง แต่เขาบอกว่า เมื่อเขาไปญี่ปุ่น เขาก็ไปเล่นเพลงแจ๊สแบบญี่ปุ่น แล้วญี่ปุ่นเขามีนักเล่นดนตรีที่เก่งสำหรับแจ๊ส แต่ว่าเราก็อดไม่ได้ที่จะฟังเขา เขาเล่นสักเดี๋ยว ค่อนข้างจะญี่ปุ่น

     ก็เลยบอกว่า นี่ล่ะไทย คนไทย เล่นเพลงแจ๊ส ก็เป็นเพลงแบบไทย แบบบันไดเสียงไทย เขาก็สนใจ ตอนนี้เขากลับไป กลับบ้านแล้ว เข้าใจว่าเขาจะไปศึกษาแจ๊สแบบรำวง แจ๊สแบบไทย คราวหน้าเขามา เขาบอกเขาจะเล่น เล่นเพลงแจ๊สแบบนูโอลินบางกอก ถ้าเขาเล่นอย่างนั้นแล้ว เราก็ภูมิใจได้ว่า ทำไมเขาฟังเพลงไทยเป็น เขาเก่ง พวกนี้หูเขาดี เขาเล่นด้วยหู เขาไม่ได้เล่นด้วยตา เขาไม่ได้อ่านโน้ต เขาเล่นด้วยหู เวลาเราไปเล่นกับเขาเราก็ต้องเล่นด้วยหู ไม่ได้เล่นด้วยตา ก็ดูเขาสนุกดี

     นี่เรามาพูดถึงเรื่องการปฏิบัติเกี่ยวข้องกับศิลปะ ซึ่งแจ๊สนี่ก็เป็นศิลปะอย่างหนึ่ง บางคนเขาไม่เห็นว่าแจ๊ส โดยเฉพาะแจ๊สแบบนูโอลิน ไม่เป็นศิลปะ แต่เราก็เรียกได้ว่าเป็นศิลปะ เพราะว่าดนตรีนี่ เป็นประวัติศาสตร์ของชาติบ้านเมือง ชาติบ้านเมืองใดมีดนตรี มีสำเนียงดนตรี เพลงดนตรี เครื่องดนตรีที่เป็นของตนเอง นั่นล่ะน่าชื่นใจ

     อย่างของไทยเรา เรามีเครื่องดนตรีของเรา ซึ่งคล้ายกับของจีนบ้าง คล้ายของอินเดียบ้าง คล้ายของฝรั่งบ้าง แต่ว่าเป็นเพลง และเป็นเครื่องดนตรีไทยแท้ ๆ ซึ่งเป็นทรัพย์สมบัติของชาติบ้านเมือง อย่างเดียวกับเราพูดภาษาไทย เป็นภาษาไทย ไม่ได้เป็นฝรั่ง ไม่ใช่เป็นภาษาต่างประเทศ แต่ว่าเดี๋ยวนี้เราใช้ภาษาต่างประเทศมาก ไม่ใช่แซม มานำหน้ามากมาย จนกระทั่งบางทีฟังแล้วไม่รู้เรื่อง

     แต่ว่าถ้าใช้ภาษาต่างประเทศมา ก็ควรจะแปลให้ด้วย ถ้าเราพูดภาษาไทย แบบใช้คำภาษาฝรั่ง ก็ต้องให้แปล เราโง่ ไม่เข้าใจ ไม่เข้าใจจริง ๆ แต่นาน ๆ ไปก็เข้าใจ เดี๋ยวนี้การปกครอง ก็ใช้แต่คำต่างประเทศ ท่านก็เป็น ท่านเป็นซีอีโอ ถ้าความจำ เวลานี้อายุมากขึ้น ความจำมันลดลงไป ซีอีโอมาจากอะไรเลยไม่รู้ ว่าท่านจะปกครองยังไง แต่เดี๋ยวนี้ชักเคยชินว่าท่านปกครองแบบซีอีโอ

     แต่ว่าวันนั้นที่ซีอีโอมา ท่านรองนายกฯ มา ท่านมาบอกว่า ถามว่าพระเจ้าอยู่หัวเป็นอะไร ท่านก็บอกว่าเป็นซีอีโอ โอ้เราก็ต้องเข้าใจสิ เราเป็นซีอีโอ ก็เลยเข้าใจว่า เราเป็นนายใหญ่อีกคนหนึ่ง ก็ต้องคัดค้าน คัดค้านว่าไม่ใช่ เราไม่ใช่เป็นนายใหญ่ รัฐธรรมนูญยังบอกว่า พระมหากษัตริย์ไม่เป็นนายใหญ่ เป็นมหา ใหญ่โต กษัตริย์ นักรบใหญ่โต แต่ก็ไม่ได้เป็น

     เป็นจอมทัพ เป็นมหากษัตริย์ เป็นซีอีโอ ซีอีโอของกองทัพ เราก็เข้าใจไปเลยเถิดไปเรื่อย ๆ อย่างนี้ ซึ่งก็ขอโทษด้วย ต้องล้อท่านรองนายกฯ ว่า ท่านก็เป็นซีอีโอใหญ่ ใหญ่ที่สุด ก็เลยท่านรับผิดชอบหมด ลงท้ายฟังไปฟังมา ตอนนั้นผู้ว่าราชการจังหวัดซีอีโอมา บอกว่า การทำงานทำการเป็นยังไง ซีอีโอนี่ เขาบอกสบายมาก ถ้ามีอะไรก็ให้ปลัดจังหวัด ปลัดจังหวัดเป็นผู้สั่งการ

     ท่านนายกฯ ว่าอย่างนั้น ก็เลยปลงเหมือนกันว่า ซีอีโอนี่ดีเหมือนกัน ถ้าเราเป็นซีอีโอ เราก็โยนให้ท่านรองนายกฯ ท่านรองนายกฯ ทำอะไร คนก็ว่าท่านรองนายกฯ ซึ่งอย่างนี้อะไร ๆ ก็ว่าท่านรองนายกฯ แต่เวลาฟังข่าว ท่านรองนายกฯ ทำไอ้โน่นไอ้นี่ แล้วทีหลังก็รองนายกฯ ไหน เมื่อเขาพูดตำแหน่งก่อน แล้วเสร็จแล้วถึง อ๋อ ท่านรองนายกฯ พล.อ.ชวลิต

     ตอนแรกก็รู้กันแล้วท่านรองนายกฯ รองนายกฯ ทางข้างหลังตกใจ ตกใจแล้วก็สั่นสะท้านว่า นี่จะไปว่าใคร แท้จริงเราก็พูดถึงรองนายกฯ ชวลิต ถ้าเป็นรองนายกฯ อื่น ๆ ก็สบายใจ แต่เดี๋ยวนี้รองนายกฯ มันมีมาก เมื่อมีมากก็ ลงท้ายรับผิดชอบ แจกจ่ายกัน ฟังข่าวก็บอกว่า รองนายกฯ นั้น ๆ ทำ

     เดี๋ยวนี้ก็ฟังข่าว ฟังวิทยุ มีรายการอันเดียวที่จะต้องฟัง คือนายกฯ พูดกับประชาชน คุยกับประชาชน คุย ๆ ๆ ๆ เขาบอกว่าคุย 1 ชั่วโมง เราก็ได้ยิน โอ้ นายกฯ มาแล้วเราต้องฟัง ฟังไปฟังมาเราหลับ หลับไปหลับมา เลยต้องมาคอยตอนบ่ายโมงถึงบ่ายสองโมง ได้อีกชั่วโมง ทีนี้ฟังไปฟังมา วันนี้ได้ความรู้ เพราะว่า ท่านบอกว่า ท่านไม่อ่านหนังสือมากนัก หนังสือดีต้องอ่านหนังสือ เพื่อที่จะให้มีความรู้

     แล้วท่านบอกว่า ถึงจะดีต้องไปพบกับคน คุยกับคน ได้ความรู้ ก็จริง เราฟังเวลาท่านนายกฯ มา ก็ฟังนายกฯ ก็ได้ความรู้เยอะ วันนี้ก็ได้ความรู้ว่า ท่านฟังคนที่มา ได้ความรู้ในการปฏิบัติงาน เพราะฉะนั้นเวลาท่านนายกฯ มาก็ดีใจ ท่านพูดมาก ท่านก็พูด เล่าเรื่องโน้นเรื่องนี้ เราก็ได้ความรู้ ที่เห็นด้วยก็ว่า ถ้าเราฟังคนที่มีความรู้ เราก็ได้ความรู้ ไม่ใช่ความรู้ที่จะมาสอนคนโน้นคนนี้ได้ แต่ได้ความรู้ที่จะปฏิบัติได้

     เมื่อปฏิบัติอย่างนี้แล้วก็ดี เราก็สามารถที่จะปฏิบัติงาน ถ้าฟังจากคนที่เก่ง ก็ฟัง ท่านก็พูดอะไรต่าง ๆ พูดไปเรื่อย เราก็ได้ความรู้ ไม่ต้องอ่านหนังสือ ถ้าฟังคนที่มีความรู้แล้วก็มาย่อย ท่านก็บอกว่า ฟังคนที่มีความรู้ ทำให้สามารถปฏิบัติงาน สามารถทำอะไรต่ออะไรได้ ท่านก็พูดอะไรต่าง ๆ พูดไปเรื่อย เราก็ได้ความรู้ ไม่ต้องอ่านหนังสือ

     ถ้าฟังคนที่มีความรู้แล้วก็มาย่อย ท่านก็บอกว่าฟังคนที่มีความรู้ ทำให้สามารถปฏิบัติงาน สามารถไปทำอะไรต่ออะไรได้ ซึ่งก็เห็นเป็นความจริง ถ้าเราฟังคนแล้วก็ฟังจริง ๆ แต่ต้องพิจารณา อันนี้เป็นข้อสำคัญ ถ้าฟัง ฟังโน่นคนโน้นคนนี้คนไหน ที่มาจากอเมริกาใต้ พูดใหญ่ว่าต้องปฏิบัติอย่างนู้นอย่างนี้ ไม่เห็นด้วยสักอัน เราก็ต้องคิดว่าทำไมเราเกิดไม่เห็นด้วย บางทีคนที่มีชื่อเสียงมาพูด เราฟังไม่เข้าเรื่อง ไม่ได้มีประโยชน์

     แต่ประโยชน์มีว่า ท่านเก่งที่ทำให้คนเชื่อ ถ้าคนมาพูดแล้วเราฟัง แล้วก็เชื่อตามไปหมด ไม่ดีเพราะว่าไม่ได้พิจารณา ต้องพิจารณาว่า ที่ท่านพูดนั้นถูกต้องหรือไม่ ถ้าพูดถูกต้องปฏิบัติได้ เราก็ดี เราก็ได้ประโยชน์ ส่วนรวมก็ได้ประโยชน์ เพราะว่าเราเอาความรู้ที่ท่านพูดไปปฏิบัติต่อ

     ดังนั้น ที่ฟังมานายกฯ พูดกับประชาชน ก็ฟังท่านว่า ท่านพูดหลายอย่างที่ท่านพูด แล้วพูดถึงว่าเด็ก ๆ ต้องฟัง เด็ก ๆ ต้องเรียน ถ้าเรียนประเทศชาติจะดี เดี๋ยวนี้เขาว่าเด็ก ๆ ไม่เรียน เด็ก ๆ แม้แต่ถึงขั้นมหาวิทยาลัย ใช้คำว่าไม่ได้ความ เมื่อไม่ได้ความ อนาคตของชาติอยู่ไหน คือเด็กไม่ฟัง หรือฟัง ฟังแต่ฟังไม่เข้าใจ ฟังไม่เข้าใจ แทนที่จะปฏิบัติสร้างสรรค์ต่อไป ก็ไปเข้าดิสโก้เธค ไปฟังเพลง

     ไปฟังเพลงที่ ความจริงก็ไม่ใช่เพลงอะไรดี ที่เป็นเพลงที่ไม่ได้เรื่อง ทำให้หูเสีย หูเสียไม่ใช่ว่าคนที่ฟังหูสูงหูต่ำ แต่หูไม่ได้ยิน หูตึง คนที่ไปฟังเพลงในดิสโก้เธคหูตึงทั้งนั้น ถ้าใครเป็นหมอที่นี่ หมอหู ไปตรวจก็ขอยืนยันว่าเด็กสมัยนี้ ถ้าไปตรวจหู หูเสียมากกว่าเด็กสมัยก่อน แม้จะเด็กสมัยท่านนายกฯ ก็หูตึงกว่าเด็กสมัยพระเจ้าอยู่หัวฯ

     นี่เรา 76 ปี 364 วัน ก็เกือบจะ 77 แล้ว 77 เล่นกับนักดนตรีนูโอลีน นักดนตรีนูโอลีนนั้น คนที่แก่ที่สุดก็ 66 แล้วก็หูตึง ฟังไม่ค่อยได้ ต้องเข้าไปใกล้ เข้าไปคุยกับเขา เราจะบอกว่า ยูน่ะอายุ 66 ไออายุ 77 นะ เขาก็โอ้ ๆ ๆ ฟังรู้เรื่อง เขาฟังเราไม่รู้เรื่อง เพราะว่าหูตึง อย่างนี้ท่านนายกรัฐมนตรีก็หูตึง ยิ้มหมายความว่าได้ยินที่พูด เพราะว่าคนที่หูตึง เวลานินทาท่านได้ยิน

     แต่นี่เป็นยังไงไม่ทราบ คนที่เป็นผู้ใหญ่ เวลาพูดอะไร เรื่องอะไรไม่ได้ยิน แต่เวลานินทา ท่านได้ยิน ได้ยินนู่น องคมนตรีข้างหลังหูตึง ๆ ไม่รู้ไม่เข้าใจว่ารับสั่งว่าอะไร ยิ้ม รู้เหรอว่าพูดอะไร ก็แปลก แต่นักดนตรีเขาหูตึง เขา 66 ปี ยังเด็กกว่าเรา ฝรั่งหูดีกว่า แต่ว่าข้อสำคัญคนที่เด็ก ๆ อายุ 15 -16 ปี ไปให้แพทย์ ไม่ต้องเรียกเงิน 30 บาท ไปหาคนอายุ 15-16 ปี ให้มาตรวจหู หูตึงทั้งนั้น

     เราไปเมื่อไม่กี่เดือน ได้ตรวจ ตรวจตา ตรวจหู ตรวจอะไรต่าง ๆ เขาบอกดีมาก ตรวจหัวใจบอกดีมาก เขาดีมากทั้งนั้น แพทย์มาจากเมืองนอกมาตรวจ ก็บอกดีมาก ก็เลยสบายใจว่า เราสุขภาพดี แต่แท้จริงเราก็หูชักตึงเหมือนกัน แต่ไม่ตึงเท่าเด็ก เพราะถึงอยากให้มีโครงการ นู่นถ้าจะมี กระทรวงสาธารณสุขเป็นห่วงสุขภาพเด็ก ก็น่าจะลองไปตรวจว่า หูของเด็ก เราอายุ 40 ก็เด็ก ลองดูคนอายุ 40

     แต่ที่เป็นห่วงที่สุด อายุต่ำกว่า 20 ซึ่งไม่ควรจะตึง ตึงมาก ถ้าหากว่านายกฯ อยากให้เรียกว่าเด็ก ถ้าอายุ 20 แล้วเขาบอก เขาไม่เด็กแล้ว เขาผู้ใหญ่แล้ว ถ้า 15 ปฏิเสธไม่ได้ว่า เขาเป็นเด็ก ให้เขาตรวจ เป็นห่วงถ้าคนเราหูตึงตั้งแต่อายุ 15 ต่อไปจะเป็นยังไง และหูไม่มีการก้าวหน้าขึ้นมา นอกจากใส่เครื่อง ใส่เครื่องแล้วน่ารำคาญ แล้วลงท้ายก็ไม่ใส่เครื่อง

     แต่ถ้าใส่เครื่อง ก็เป็นการสิ้นเปลืองเงินสำหรับ 30 บาทไม่ได้ เครื่องมันเกิน 30 บาท ถ้าทุกคนที่นั่งอยู่ใส่หูกันหลายคน มันแพง งั้นก็ถ้าไม่อยากให้งบประมาณแผ่นดินเสียไป ต้องเสียทุกคน 30 บาท เนี้ยะ 22,000 เศษ ๆ 30 บาท คูณ 30 บาทเท่าไร 600,000 บาท ก็ไม่เป็นไร ท่านมีงบพิเศษของท่าน แต่ว่า 600,000 ต้องเป็นกระเป๋าราษฎร แต่ว่ากระเป๋าท่านนายกฯ เท่าไร เครื่องเนี้ยะราคาเป็นร้อยเป็นพัน

     งบประมาณกระทรวงสาธารณสุขเป็นเท่าไร เหมือนกับว่า เหมือนงบประมาณจะหามาจากไหน แต่ท่านบอกว่า ดีมาก เดี๋ยวนี้ รายได้ประเทศขึ้นมากกว่าเก่า ถ้าใช้เฉพาะสำหรับปัญหาเรื่องเด็กหูตึง มันก็ต้องเสียของฝ่ายรัฐบาล เสียเป็นพันล้าน จะหามาจากไหน แต่ท่านบอกว่าดีมาก เดี๋ยวนี้รายได้ของประเทศพุ่งไปตั้งอีกเท่าแล้ว ถ้าใช้เฉพาะสำหรับปัญหาเรื่องเด็ก เด็กหูตึง มันก็เป็นท้ายว่าต้อง เสียเป็นของฝ่ายรัฐบาล ต้องเสียเป็นพันล้านในที่สุด

     แต่เมื่ออันนี่ช่าง ถ้าเขาได้รับการเยียวยา มันก็ไม่ได้เป็นการเยียวยา ได้ความปลอดภัยของหูว่าฟังได้ ทีหลังเมื่อได้เครื่องแล้วต้องใส่ พลังงานต้องใช้พลังงาน แพงนะแบตเตอรี่ ต้องใช้อยู่ตลอด อันนี้เป็นความเสียหาย จะต้องมีค่าใช้จ่ายมาก แต่ค่าใช้จ่ายที่มากที่สุดก็คือ คนที่หูตึงจะเรียนรู้ หรือปฏิบัติงานยาก ยากที่สุด เพราะว่าคนที่หูตึงแม้จะได้เครื่อง มันไม่เหมือนคนที่หูไม่ตึง แล้วไม่ต้องใช้เครื่อง

     ประสิทธิภาพของคนที่หูดีเหนือประสิทธิภาพของคนที่หูตึง แม้จะมีเครื่องช่วยให้ฟังได้ อันนี้ก็เป็นข้อหนึ่งที่น่าจะแก้ไข หรือน่าจะระมัดระวังให้คนไทย อนาคตมีหูที่ดีขึ้น มีหูที่ฟังได้ดี ไม่ใช่ว่าเป็นผู้เฒ่าถึงจะฟังไม่ได้ แต่ว่าเด็ก ๆ น่ะฟังไม่ได้ แต่ถ้าระมัดระวัง เดี๋ยวนี้ก็รู้สึกว่าจะยากในการที่รณรงค์ให้เด็กหูดีขึ้น

     ยาก เพราะว่าเคยชิน เดี๋ยวนี้วิธีแก้ไขของรัฐบาลก็คือ ห้ามไม่ให้เข้าดิสโก้เธค ไม่ให้ไปฟังเพลง ไม่ให้สูบบุหรี่ ไอ้ไม่สูบบุหรี่นี่จะทำให้หูดี หรือหูไม่เสีย คนที่สูบบุหรี่มาก ๆ หูเสียมาก มีเหตุผล ทำไมคนที่สูบบุหรี่หูเสีย เพราะว่าบุหรี่นี่ทำให้เส้นเลือดมันตีบ เมื่อเส้นเลือดตีบ หูก็เสีย เพราะว่าหู ตา เสียได้ง่าย เพราะว่าทำไม เส้นเลือดที่ไปเลี้ยงหู ไปเลี้ยงตา เลี้ยงอวัยวะที่อ่อนไหวนั้น เส้นเลือดมันเล็ก

     ถ้าโดนบุหรี่ บุหรี่นี่ทำให้เส้นเลือดตีบ ตีบเลือดก็ไปไม่ได้ดี เลือดไปที่อวัยวะเหล่านั้นยาก ถ้าไปไม่ดี ก็ทำให้อวัยวะเหล่านั้นด้อยสมรรถภาพ นั้นยากที่จะแก้ไขไม่ให้คนหูตึง ต้องพยายามแก้ไข เดี๋ยวนี้ก็ร้องโวยวายว่าห้ามสูบบุหรี่ ซึ่งปัจจุบันนี้บุหรี่ก็สูบกันน้อยลง เพราะว่าคนชักรู้ว่าสูบบุหรี่ไม่มีประโยชน์ แต่เดี๋ยวนี้เด็ก ๆ มีการสูบบุหรี่มากขึ้น มากกว่าก่อนอีก แต่ก่อนนี้เด็ก ๆ ยังไม่สูบ และโดยเฉพาะผู้หญิงสูบบุหรี่มาก

     แต่ก่อนนี้ก็กลัวว่าสูบบุหรี่จะทำให้ผิวเสีย ผิวเสียก็เพราะว่าเส้นเลือดมันไม่ดี อะไรก็ทำให้ผิวไม่ดี แต่สมัยใหม่นี่ เขาไม่กลัวแล้ว เพราะว่าผิวเสียก็ช่าง ก็ทาหน้า ทาหน้าก็เจ๊งเลย ต้องหาทางแก้ไข จะห้ามไม่ให้ใช้เครื่องสำอาง ถ้าห้ามไม่ใช้เครื่องสำอาง ก็ประหยัดดีนะ ประหยัดกว่าแป้ง

     สมัยก่อนเขาประแป้งก็สวยแล้ว ที่จริงก็สวยถ้าประแป้งนิดเดียว ไม่ต้องทาสีแดง แต่สมัยใหม่นี้เขาต้องทาสีแดง สีเขียวด้วย และปั้นจมูก ปั้นแก้ม ต้องทาสีต่าง ๆ ถึงเรียกว่าพวกนี้มาแต่งหน้าให้เป็นพวกศิลปิน แต่ก็ดีทำให้พวกศิลปินนี้มีอาชีพ

     ยังไงเรียกแขวะไปเรื่อย ๆ ท่านอยากแขวะ มันแขวะเป็นทอด ๆ ไปเรื่อย อย่างนี้ท่านหัวเราะ ผู้หญิงกลับบ้านโดนเล่นงาน ทำไมหัวเราะ แต่ยังไงก็ตาม เราพูดอย่างนี้ เราต้องสนุกสนานหน่อย เดี๋ยวนี้ค่อนข้างเครียด เราก็ต้องยกตัวอย่าง ท่านนายกฯ นายกฯ ดูทีวี หาเสียง เสียงแหบ ต่อหน้านายกฯ แต่ออกทีวี

     อย่างวันนี้คงตบแต่งดี เพราะมีทีวี ทีวีเขาคงมาบอก ต้องแต่งนิดนึง นี่แหละพูดเฉพาะท่านนายกฯ เพราะเป็นนายกฯ เป็นผู้ใหญ่ ก็ต้องยกตัวอย่างผู้ใหญ่ จะยกประธานองคมนตรี ประธานศาลฎีกา ศาลปกครอง ศาลมีมากเหลือเกิน นี่เป็นประธาน ผู้ใหญ่ทั้งนั้น มีผู้ใหญ่มาก ข้างนอกไม่มีโอกาสเข้ามา มีแต่ผู้ใหญ่ ยังไงก็แขวะผู้ใหญ่เป็นแถว ก็รวมอยู่ที่นายกฯ เราก็แขวะคนเดียว ไม่งั้นเหนื่อย หากแขวะทุกคน

     อย่างไรก็ตาม พูดเป็นอารัมภบทเท่านั้นเองว่า ไม่ต้องแขวะใคร แขวะนายกฯ คนเดียว ก็แขวะทุกท่านหมดเลย มีแต่ว่า จำไม่ได้ว่าจะพูดเรื่องอะไร จำไม่ได้แล้ว คงไม่ต้องพูดอะไรมาก แต่ท่านเข้าใจว่า คนเราต้องพูด ต้องแขวะ เพราะถ้าไม่แขวะ จะไม่ได้อะไรเลย

     ถ้ามาบอกท่านเก่ง ท่านดี ไม่ได้ผล ต้องใช้กันลืม ลืมว่า ท่านทำอะไร ถ้าท่านลืมว่าทำอะไร อันตราย เดี๋ยวท่านเกิดมี ไบรท์ ไอเดีย ว่าทำอย่างนู้น ทำอย่างนี้ ก็เลยเสียหาย เมื่อเช้าที่ฟังท่านพูดถึงเด็กต้องเรียนรู้ ก็มีอัน เด็กเรียนรู้ได้ ไม่เท่ากัน บางคนถ้าเราให้เด็กเรียนรู้ อายุ 8 ขวบเขาเก่งเท่าเด็ก 30 และเก่งจริง ๆ เราสู้ไม่ไหว

     แต่ว่าถ้าตรงข้าม นึกว่าเด็กเขาฟัง เขาเรียน บางคนเรียนไม่ไหว เรียนไม่ได้ หรือเรียนบางวิชาได้ บางวิชาเรียนไม่ได้ นั่นก็ต้องแบ่งแยกออกไป เป็นพวกที่เรียน จะเรียกว่าเรียนเก่ง เรียนได้ หรือไม่ได้ เมื่อตอนเมื่อวันจันทร์ ได้พบพวกราชประชานุเคราะห์ และพวกสื่อสารทางดาวเทียม นั่นรัฐมนตรีศึกษาก็มานั่ง เมื่อท่านเป็นผู้ใหญ่ในที่นั้น ก็ต้องแขวะท่านว่า ศึกษามีอะไรแปลก ๆ

     ท่านว่า ศึกษานี่มีอะไรแปลก ๆ ไม่ได้บอกว่ามีอะไรแปลก เพราะว่าเดี๋ยวโกรธ แต่ว่าก็มีอะไรกันแปลก ๆ ก็มาฟ้องกับท่านนายกฯ ฟ้องหรือเปล่า ไม่ได้ฟ้อง เพราะว่าท่านทำหน้าชอบกล คือลำบากที่ว่า คนที่เป็นรัฐมนตรี บางทีมีความ มีความคิดแปลก ๆ นั่นเอง แล้วก็ที่เรียกเมื่อตะกี้ว่าไบรท์ไอเดีย มีไบรท์ไอเดีย ทำไอ้โน่นไอ้นี่ เพราะว่าท่านผู้ใหญ่ที่ต้องระวัง ท่านมีไบรท์ไอเดีย ต้องแปลไบรท์ไอเดีย ความคิดที่สว่างไสว

     เรารู้ถึงคำว่าไบรท์ไอเดียเพราะว่า ในการ์ตูน เราดูการ์ตูน เวลาคนไหนมีไบรท์ไอเดีย เกิดมีไฟขึ้นมาบนหัว แต่ว่าท่านนายกฯ มีไบรท์ไอเดีย ต้องมีดาวเทียมบนหัว ท่านนายกฯ ไม่มีไฟ ไม่มีหลอดไฟ แต่ก่อนนี้เรามีหลอดไฟ สมัยนี้ต้องมีดาวเทียมอยู่บนหัว ท่านนายกฯ มีไบรท์ไอเดียด้วย แต่ตอนนี้ท่านรัฐมนตรีศึกษา ท่านก็มีไบรท์ไอเดีย แล้วก็ท่านไม่ใช่หลอดไฟ ท่านเป็นดาวเทียมเหมือนกัน เพราะว่าท่านชอบการศึกษาผ่านทางดาวเทียม

     ก็เลยทำให้นึกถึงว่า ไปแขวะท่าน ท่านก็หัวร่อ เพราะว่าผ่านดาวเทียมลงไป ก็เข้าใจว่าแขวะ แต่ก็แขวะผ่าน นึกว่าเข้า ขึ้นบนดาวเทียม แล้วก็เข้าดาวเทียมของนายกฯ ลงมา ก็รู้ เข้าใจ นี่แหล่ะ ถ้าคนที่มีไบรท์ไอเดีย หมายความว่าเป็นคนที่สว่างไสวในสมอง ก็เก่ง ก็ดี แต่บางคนดาวเทียมมันพัง อย่างเรา อย่างเราอยู่ที่หัวหิน ทำไปทำมา ดูทีวี เราดูทีวี เราดูการ์ตูน แล้วการ์ตูนก็ฉับ ๆ ๆ ๆ

     ดาวเทียม ดาวเทียมมันเสีย มันก็เลยแย่ ดาวเทียมของเราที่เข้าเครื่อง ที่นี่ดูดาวเทียมที่สวนจิตรฯ นี่ก็เหมือนกัน เดี๋ยวฉับ ๆ ๆ ๆ ๆ แต่ว่า ต่อไปไม่ควรจะมีเสีย นี่ถ้าเราดูโทรทัศน์ โทรทัศน์ต้องอาศัยดาวเทียม กำลังดี เรื่องกำลังสนุก มาฉับ ๆ ๆ ๆ ๆ เลยไม่รู้ว่าอะไร นี่แหล่ะ ถ้าแต่ก่อนนี้ไปเป็นโทรทัศน์แบบเก่ามันก็มา บางทีก็มีซู่ ๆ ๆ ๆ นิดหน่อย แต่ก็ยังรู้เรื่อง เวลาดาวเทียมมันฉับ ๆ ๆ ๆ มันไม่รู้เรื่อง

     ถ้าหากว่าก้าวหน้ามาก บางทีทำให้ไม่รู้เรื่อง ฉะนั้นต้องระวัง เด็กบางคนดาวเทียมดี เด็กบางคนดาวเทียมไม่ดี แต่ว่าส่วนมากดาวเทียมไม่ดี ก็ต้องพยายามที่จะช่วยคนที่ดาวเทียมไม่ดี ให้เขาได้มีความรู้พอควรกับสมองเขา คนที่มีสมองดีก็เข็นให้เขาได้ดีขึ้น สำหรับเรื่องอย่างนี้ สมเด็จกรมหลวงนราธิวาสฯ ท่านสนพระทัยมาก เรื่องสมองของเด็ก แล้วก็ท่านอยากที่จะให้เด็กได้มีโอกาสเรียน เรียนรู้ให้ดี เต็มที่

     ทั้งหมดนี่ก็เป็นเรื่องที่จะต้องสนับสนุนให้เขาได้เด็ก ๆ ได้ไปแข่งขัน แต่ก่อนนี้เมืองไทยนี่ พวกที่เรียนเลข เมื่อ 50 ปี นับว่าเรียนเก่งมาก ต่อมาค่อย ๆ ด้อยลง แต่เดี๋ยวนี้เด็กก็ดีขึ้นแล้ว คือถ้าเราเอาใจใส่เด็ก เพื่อให้ได้ความรู้ที่สูง แล้วก็ให้เขาสามารถที่จะเรียนสูงขึ้นไป ต่อไปถึงขั้นมหาวิทยาลัย ถึงขั้นปริญญาโท ปริญญาเอก ให้ได้เรียนได้ แล้วก็มีโอกาสมาปฏิบัติ แต่โดยมากคนที่เรียนได้ มีตอนหนึ่งได้เป็นปริญญาเอก กลับมาใจไม่สบาย ไม่มีที่ทำงาน เดี๋ยวนี้ก็มีที่ทำงาน

     แต่บางทีก็ไม่เหมาะสมกับงาน กับความรู้ที่มี อันนี้ที่ต้องปรับปรุง โดยเฉพาะนายกฯ ทักษิณนี่ มีความตั้งใจที่จะให้มีการงาน ที่เด็กที่มีความรู้ดี มีความสามารถดี ได้ทำงานได้ เพื่อที่จะให้มาช่วยส่วนรวม อันนี้เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่พูดว่าเมืองไทยนี่ต้องมีคนที่สามารถคิด มี เขาเรียกว่าวิสัยทัศน์ เดี๋ยวนี้คำว่าวิสัยทัศน์ เขาแปลเป็นคนละอย่าง แต่วิสัยทัศน์นี่เรียกว่า เมื่อ 2-3 ปี ทราบว่าคนมีวิสัยทัศน์ มีวีชั่น ภาษาฝรั่งเขาเรียกมีวีชั่น วีชั่นก็มีสายตา เหมือนสายตาที่เห็นอะไร มีวีชั่น

     แต่ว่าทางโบราณอีก ก่อนสัก 20 ปี มีวีชั่นก็หมายความว่า คนที่เห็นอะไรแปลก ๆ คือบ๊อง ๆ เห็นอะไรที่ขึ้นมา แล้วก็เวลาเห็นอะไรแล้วก็หัวเราะ กั่ก ๆ ๆ ๆ เขาว่าเป็นมาที่หลังวิชั่น เขาว่ามีวิสัยทัศน์ วิทัศน์ที่เป็นวิสัย ที่เป็นไปได้ รู้ว่าอะไรเป็นไปได้ วิสัยทัศน์ในความหมายนี้ ควรจะใช้อย่างมีวิสัยทัศน์ คือมีวิชั่นก้าวหน้า มีความรู้ก้าวหน้า ผู้ใหญ่ต้องมีวิสัยทัศน์ ถ้าไม่มีวิสัยทัศน์อย่ามาเป็นผู้ใหญ่ดีกว่า เพราะว่าเละไปหมด

     ถ้าหากว่ามีวิสัยทัศน์ ดูอะไรรู้หมด ดูอะไรเป็นความจริงไปหมด ขึ้นว่าเป็น เป็นที่ใช้ได้ จำได้ว่าที่สะพานพระปิ่นเกล้า บอกว่าอยู่ตรงนี้ต้องตัดถนนให้มันคล่องแคล่ว มิเช่นนั้น ถ้าไม่ตัดถนนให้มันคล่องแคล่ว รถที่มาจากถนนราชดำเนินขึ้นสะพานก็ไม่ได้ ถนนราชดำเนินมี 6 เลน แต่ว่าสะพานมี 3 เลนเอง แล้วก็เป็นคอขวด ถ้าอยากทำต้องทำให้มันแล่นสะดวก จำได้ว่าวันนั้นท่านบัญญัติ มาพูดถึงว่าต้องเข้ากรรมการจราจรอะไรนั่น บอกว่าไม่ทัน

     จราจรเขาก็บอกว่าต้องทำอุโมงค์มุดลงไป เจาะอุโมงค์เนี่ยไปเจอะน้ำ เจอคลอง ก็ต้องใช้เงินเป็นกี่ร้อยล้าน ร้อยล้านเวลานั้นรู้สึกมาก ทำไม่ได้ต้องกินเวลากี่เดือนก็ไม่รู้ กว่าจะสร้างได้ เราบอกไม่ต้องไปตรงเลย ทำให้มันไปโดยดี เลี้ยวให้นิ่ม ลงท้ายความจริงหลอกท่านรองนายกฯ ตอนนั้น หลอกท่านว่า ที่จริงรถที่จะมาสร้างมันอยู่ข้างหลังกำแพง พอเสร็จแล้วท่านบอกว่าตกลงจะไปเข้ากรรมการอะไร จราจร ก็สั่งเลย 2 เดือนเสร็จ แล้วก็รู้สึกว่าคนก็พอใจ

     ขอโทษด้วยมาพาดพิง แต่ว่าเมื่อต้องทำอะไรที่ไม่ง่าย แล้วจนทุกวันนี้มันแล่นไปดี ถ้าตรงนั้นเป็นคอขวด ที่อื่นก็เป็นคอขวดหมดแล้ว แต่คอขวดอันนี้แล่น 3 ช่อง ไปใช้สะพานพระราม 8 อีก 2 ช่อง เป็น 5 ช่อง ก็เดี๋ยวนี้ไม่ค่อยแน่น อย่างที่นายกฯ บอกว่า แก้ไขจราจร สะพานพระปิ่นเกล้า 3 ช่อง สะพานพระราม 8 อีก 2 ช่อง เป็น 5 ช่อง ออกทางโน้น ไปขึ้นลอยฟ้า 2 ช่อง ข้างล่าง 3 ช่อง ก็ 5 ต้องคำนวณง่าย ๆ อาจจะคำนวณง่าย ๆ อย่างนี้มันง่ายเกินไป เลยไม่สนุก

     แต่เรียกเพราะว่าเอาสนุกเท่านั้น คำนวณง่าย 2+3 เป็น 5 อันนี้เด็ก ๆ ก็คำนวณได้ 2+3 เป็น 5 ก็แล่นมาออก 5 ที่ถนนราชดำเนิน 6 แล้วก็ถนนราชดำเนินก็ต้องมีที่กว้าง ใหญ่โตหน่อย ก็มีคนมาถามว่านี่แล่นได้แล้ว มาถึงสะพานผ่านฟ้า ก็ขยาย 2 ช่อง แล้วก็ต่อไปก็สะพานมัฆวานก็ขยาย 2 ช่อง แล้วก็มีคนว่าแล้วต่อไป ก็ต่อไปก็ได้ไปถนนศรีอยุธยา ถนนศรีอยุธยาก็ขยาย ที่เป็นคลองก็เบี้ยวหน่อย แล้วต่อไปเข้า อันนี่พาดพิงแต่ท่านไม่อยู่ ไปพาดพิงท่านนายกฯ ชวน

     ก็ไปแล่นบ้านนายกฯ ทะลุไป ท่านก็ไม่เดือดร้อนอะไร ข้ามไปอย่างที่พูด ไปถึงมักกะสัน ผ่านมักกะสันทะลุไปทางด่วน ก็ไปทางด่วนเลย จากธนบุรี มาทราบว่าไปถึงทางด่วน ไปดอนเมืองได้ ทะลุ ต้องดูอะไรทะลุ ต้องใช้ตาว่า ทะลุไป นี่มันนานปีแล้วเท่าไร ตอนนั้นไม่กล้าเล่าให้ฟัง เพราะถ้าเล่าให้ฟังเดี๋ยวโกรธ ทำอะไรก็ต้องคิดว่า ทำได้ เมื่อทำได้แล้วก็ต้องแขวะท่านนายกฯ ตอนนี้ เข้ามาทำการจราจรง่าย ให้ท่านทำ

     ตอนนั้นเป็นรองนายกฯ รองนายกฯ ฟัดกับท่านคุณสมัคร คุณสมัครท่านเป็นรัฐมนตรีคมนาคม รองนายกฯ เหมือนกัน รองกับรอง รองนายกฯ สมัครบอกไม่เป็นไร มาจากข้างนอก มุดใต้แม่น้ำ แล้วจะโผล่ที่ไหนไม่ทราบ โผล่มา ท่านรองนายกฯ ทักษิณ รออยู่ข้างบน ไม่พบกันเลย ข้างบนข้างล่างไม่พบกัน ก็เลยเป็นโครงการท่านสมัครมุดลงไป หลับหูหลับตามุดไปออกทางนู้น สนามกีฬา ทางตะวันออก

     ไปเจออะไร ข้ามแม่น้ำไป แล้วไปไหน แต่ของเราข้ามแม่น้ำ ก็ขึ้นลอยฟ้า ก็เลยทำให้ปรองดอง รองนายกฯ กับรองนายกฯ นี่ก็เล่าให้ฟังแปลก ๆ เราก็ต้องอวดและโม้ว่า ทำให้รองนายกฯ ทั้งสอง ทำไปทำมานับว่าดีพอสมควร จราจรเรียบร้อยแล้ว แต่ที่สำคัญเรื่องที่ฟัง เห็นว่า เด็ก ๆจะต้องสามารถเรียนรู้ เรียนให้ทำงาน เพื่อช่วยบ้านเมือง ถ้าเด็กไม่มีความรู้ ช่วยบ้านเมืองไม่ได้ บ้านเมืองไปไม่รอด เพราะเด็กมัวแต่ไปเสพยาเสพติด สูบบุหรี่ ไม่ดี เสพยาไม่ต้องบอกหรอกว่าเสียหายยังไง แต่บุหรี่นี่หูเสีย ตาเสีย สมองเสีย เส้นเลือดเสีย หัวใจ

     เมื่อ 10 กว่าปีที่ต้องเข้าโรงพยาบาล มาเจาะหัวใจ 3 ครั้ง ถึงเดี๋ยวนี้ หัวใจสบายมาก เมื่อเลือดเดินดี ก็แข็งแรง แต่ว่ามันมีอื่น ๆ ที่มาจากวิธีเจาะหัวใจนี่ ไปเจาะหัวใจนี่สบายมาก จนกระทั่งทำให้มีความคิด ความรู้เกี่ยวข้องกับโรคหัวใจ แล้วก็ได้ไปช่วยเพื่อนที่เป็นโรคแบบเดียว เป็นอย่างนี้ ไปหาหมอเจาะหัวใจ ไปเจาะหัวใจทันที เขาก็ไป เพื่อนเขาเป็นกีต้าร์ เล่นกีต้าร์หงอย เพราะว่าหัวใจมันตัน ก็ไป เขาก็ไปทำ ไม่กี่วันกลับมายิ้มแย้มแจ่มใสเล่นกีต้าร์เลย สบายมาก

     คือที่ไปเจาะหัวใจ ได้ความรู้ว่าเจาะหัวใจนี่มันมีประโยชน์ เราก็ให้ไปเลย ก็มีหมอที่ดีก็ช่วย เมื่อช่วยแล้ว กลับมาเขาต้องไปทำ 2 ครั้ง หมอหลวง ก็บอกให้คุณนั่นน่ะ ที่พระเจ้าอยู่หัวให้ไปน่ะ ดี เคราะห์ดี ไม่อย่างนั้นตาย จริง แต่ก็ต้องขอให้หยุดสูบบุหรี่ เขาสูบบุหรี่มาก พี่ชายเขาก็สูบ ตายแล้ว พ่อก็สูบ ตายแล้ว ก็เหลืออยู่คนเดียว เขายังไม่ตาย แล้วก็ปลอดโปร่ง ไปเข้าเรียน เรียนขั้นความรู้สูง ตอนแรกเขาไม่มีความรู้ ได้เรียนได้ แล้วก็บุหรี่นี่ไปทำให้หัวใจเขาเสีย ไม่ใช่ใจเสียนะ หัวใจเสีย แล้วก็ไปทำครั้งแรก เรียนได้ ตอนนี้ก็กำลังเรียน เกือบจบแล้ว อายุมาก ก็ไม่ใช่เด็ก ๆ เขาก็ได้มีชีวิตที่ดี

     ก็เลยเอามาเล่าให้ฟังว่า คนที่สูบบุหรี่ สมองก็ทึบ ทำไปทำมาก็ทึบขึ้นทุกที เพราะว่า ทึบเพราะว่าเส้นเลือดในสมองมันตีบ มันเล็ก คิดอะไรไม่ออก ตอนแรกนึกว่าคิดออก แต่ทีหลังมันก็คิดไม่ออก ทีแรกนึกว่าคนเราสูบบุหรี่ทำให้กระฉับกระเฉง ตรงข้าม ไม่กระฉับกระเฉง ทำให้รู้สึกว่าทึบ สมองมันทึบ สมองมันตัน ก็เลยเห็นว่าเลิกสูบบุหรี่ดีกว่า เห็นมีการรณรงค์ให้เลิกสูบบุหรี่ แล้วก็ห้ามขายบุหรี่แก่เด็กอายุต่ำกว่า 18 ที่จริงเด็กอายุ 50 ก็ควรจะห้าม คนไหนที่อายุ 80 อยากสูบบุหรี่ก็สูบ

     แต่ว่า อย่างตอนนั้นสมเด็จพระบรมราชชนนี ท่าน 80 แล้ว ท่านสูบบุหรี่ สมเด็จกรมหลวงฯ ท่านก็สูบบุหรี่ แล้วภายหลังท่านเลิก แต่สมเด็จพระบรมราชนนีท่านบอก ท่านไม่เลิก แก่แล้ว แก่แล้วจะไปเลิกได้ยังไง ก็ แม้จะเลิก 2 ปี มันก็ทำให้ดีขึ้น แต่ก็แก่แล้ว แต่ในที่สุดท่านต้องเลิก เพราะว่าไม่สบาย ท่านก็อายุ ทำไปทำมาท่านอายุ 95 เราก็เลยนึกว่า เราเลิกบุหรี่นี่ดี

     อายุ มีคนบอกอยากจะให้อายุ 120 120 นี่ ถ้าจะ.. แต่มีคนเขามาบอกว่า คนเราอายุที่ได้ถึง 128 คนที่มาบอกนี่ 128 คงไม่นึกถึง 128 เพราะว่า 128 นั่น ต้องให้ร่างกายมันดี 100 เปอร์เซ็นต์ แต่ถ้า 120 ก็ยอม เอา แค่ 120 แต่ว่า 120 นี่ก็ไม่เลว ถ้าได้ 120 ก็อีก 40 กว่าปี 40 กว่าปี ท่านทั้งหลายนี่ ง่อกแง่ก ๆ แต่ว่าถ้าทำให้ร่างกายดี อาจจะได้ ระมัดระวังให้ดี เพราะว่าบางคนเดี๋ยวนี้อายุ 70 ไม่ถึง 120 เรา 120 นะ เขาก็เท่าไร...เรา 120 เขา 110 ก็ เขาก็ทำงาน คงจะทำงานได้ ดูเหมือนผู้พิพากษา โทษ 70 นะ 70 นี่ยังทำงานต่อได้อีก 40 ปี

     ก็นับว่า แต่ท่านอาจจะง่อกแง่ก ๆ แต่ว่า ผู้พิพากษาอายุ 70 ถ้าไม่ง่อกแง่กก็ทำงานได้ ให้ถึง 120 เลย แต่ก็สงสัย เพราะว่าเดี๋ยวนี้ใกล้ ๆ 70 ก็ชักจะงอแง ยิ้มอย่างงอแงนะ ก็ ยังไง 70 ก็ไม่เลว แต่ 80 ก็น่าจะได้ เดี๋ยวนี้ สมัยนี้ คนอายุ 70 ก็ดูกระฉับกระเฉง 77 หย่อน 1 วัน ก็นับว่าไม่ถึงวันก็ 77 แล้ว เราเกิด 8 โมงเช้า ที่อเมริกา ยังไม่ทราบ 8 โมงเช้า ที่นี่เท่าไร สองทุ่ม สองทุ่มวันรุ่งขึ้น ไม่ใช่สองทุ่มวันนี้ พรุ่งนี้สองทุ่ม ก็หมายความว่าอีก 24 ชั่วโมงกว่า ๆ เรา 77 ก็ระหว่างนี้ก็คงยังแข็งแรงดี

     นี่มาพูดพื้น ๆ เลอะ ๆ เทอะ ๆ อย่างนี้ ก็ยิ่งอายุยืน ไม่ทราบท่านจะอายุยืนไหม บางคนอาจจะตรอมใจ แต่ว่าอย่างท่านผู้เฒ่าต่าง ๆ ต้องให้อายุยืน ส่วนเด็กเด็กก็ เขาไม่เชื่อนายกฯ สูบบุหรี่ เล่นเอาคาราโอเกะ อะไร ๆ ไม่เชื่อ ก็เรียนอะไรไม่ได้ นายกฯ ต้องไปเจรจาให้เด็ก ๆ อายุ 10 ข&
« แก้ไขครั้งสุดท้าย: 04 ธันวาคม 2012 , 18:54:39 น. โดย Admin »